ข้าวแกงออนไลน์

ข้าวแกงออนไลน์

ใครจะไปคิดว่า แค่ข้าวกะเพราไก่ ข้าวผัด สารพัดอาหารตามสั่งจากร้านขายข้าวแกงธรรมดา ๆ จะมียอดขายมากมาย จากผู้ซื้อออนไลน์ ร้านข้าวแกงออนไลน์ของเว็บไซต์แห่งนี้ เดิมคือร้านข้าวแกงป้าเหลา ซึ่งเป็นคุณยายของภรรยาคุณเจษฎา แล้วสืบต่อมาถึงคุณแม่ คุณหลาน ขายกันมานานกว่า 40 ปี เมื่อคุณเจษฎา เข้ามาเป็นลูกเขยของบ้านนี้ จึงพัฒนาไปอีกขั้น จับข้าวแกงในร้านมาขายบนอินเทอร์เน็ตซะเลย

เจษฎา เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าร่วมโครงการโกออนไลน์ (Go online) ของกูเกิลและพันธมิตรจึงเข้าไปหาค้นหาข้อมูล เข้าร่วมโครงการ ฝึกปรือฝีมือจนกระทั่งจดโดเมนเนมเปิดร้านออนไลน์ www.mymommade.in.th ได้ โดยเน้นขายอาหารที่เป็นรสมือแม่ เหมือนเราทุกคนในบ้านคุ้นลิ้นกันมานาน เพราะแม่ทำให้กินมาตั้งแต่เล็ก ๆ ใช้ความผูกพันระหว่างแม่กับลูกเป็นสื่อกลางของร้าน เพราะอยากให้ลูกค้าที่เข้ามาในเว็บไซต์ได้รู้ว่า ทางร้านมีความตั้งใจทำอาหารเหมือนที่แม่ตั้งใจทำให้เรากิน

หลังจากสร้างแบรนด์ได้ระดับหนึ่งบนเครือข่ายออนไลน์ ก็ได้ลูกค้ารายแรกคือ โรงเรียนมาแตร์เดอี ซึ่งสั่งข้าวกล่องไปรับประทานในงานประชุมของสมาคมผู้ปกครองนักเรียน หลังจากนั้นก็มีลูกค้ามาเรื่อย ๆ เป็นแบบปากต่อปาก เจษฎา ยอมรับว่า ลูกค้าที่ได้จากเว็บไซต์จะเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ขณะนี้ส่งได้ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปริมาณการสั่งขั้นต่ำต้อง 50 กล่องขึ้นไป ราคาจะอยู่ประมาณ 40-90 บาทต่อกล่อง ขึ้นอยู่กับเมนูอาหารที่เลือก และมีกล่องให้เลือกใช้หลายรูปแบบ

คำแนะนำก็คือ อย่าไปกลัวหากจะคิดและทำอะไรใหม่ ๆ โดยเฉพาะการค้าขายบนอินเทอร์เน็ต เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ มีให้เลือกใช้มากมาย ค่าใช้จ่ายไม่แพง ฟรีก็มี ไหน ๆ ก็ใช้อินเทอร์เน็ตกันเป็นประจำทุกวันแล้ว ก็เอามาใช้ทำธุรกิจไปด้วย

แป๊ะราดหน้า

แป๊ะราดหน้า” ราดหน้าที่ไม่ธรรมดา เพราะที่นี่เขามีราดหน้าราคาเจ็บๆ ที่จานละ 2,000 บาทด้วย จุดเริ่มของความเจ็บนี้ เกิดจากความคิดเปรี้ยวๆ ของ “ปุ๊บปั๊บ” หนุ่มร่างใหญ่มาดกวนที่บอกว่า“คิดเล่นๆ เอามันเข้าว่า ไม่คิดเหมือนกันว่า จะมีใครกิน (หัวเราะ)”

จุดเริ่มของแป๊ะราดหน้า เกิดจากความชอบของหนุ่มร่างใหญ่คนนี้ ที่ค่อยๆ ฉายแสงเอาเมื่อตอนที่ถูกแม่ส่งไปเรียนภาษาที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตลอด 4 ปีที่ไปๆ กลับ นอกจากการทำตามหน้าที่แล้วเขายังใช้เวลาหมดไปกับการทำสิ่งที่ชอบ นั่นคือ ทำกับข้าวใส่บาตรให้กับกลุ่มคนไทย ไปจนถึงเข้าไปเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดจากการเป็นลูกจ้างในร้านอาหารไทยโดยที่ทางบ้านไม่เคยรู้

จากดิลิเวอรี่ เขาลองปักหลักเปิดร้าน “แป๊ะราดหน้า” เป็นครั้งแรกที่ตลาดเมืองทอง ผลก็คือ เงียบกริบ … แต่ไม่เป็นไรเอาใหม่ เขาตัดสินใจย้ายที่ขายไปแสนไกลถึง เซ็นหลุยส์ ซ. 3 ย่านสาธร ด้วยเหตุผล แสนน่ารักว่า “ผม…กลัวเจ๊ง อายคนแถวบ้าน…(หัวเราะ)” แต่คำว่า เจ๊ง ไม่มีซ้ำรอย แป๊ะราดหน้า ขายดิบขายดีผิดคาด ตั้งแต่วันแรกจนผ่านมาถึง 2 ปี หมดเกลี้ยงทุกวัน ทั้งๆ ที่ขายเริ่มต้นที่จานละ 80 บาท 120 และ 200 บาท

สุดยอดด้วยความอร่อย จากอาหารราคาพื้นฐานปกติ ไปจนถึงความอลังการที่ตื่นตาตื่นใจด้วยเมนูสร้างสรรค์ในราคาสูงปรี๊ด…ดด… ที่ 120 -150- 200 – 500-1,000 -1,500 และ 2,000 บาท อาทิ ราดหน้าฮ่องกงทะเล –ราดหน้าหน่อไม้ทะเล-ราดหน้าไฮโซ-ราดหน้าเป๋าฮื้อ-ราดหน้าบันลือโลก และราดหน้าโพไซดอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ราดหน้าโพไซดอน” ราดหน้าจานอลังการขนาด 2 คนหาม กินได้ประมาณ 6-8 คน ราคา 2,000 บาท บรรจุไปด้วยสารพัดเส้นชามใหญ่ หมี่กรอบ หมี่ผัด เส้นใหญ่หอมขี้กระทะขึ้นชื่อ ราดด้วยน้ำแสนอร่อยที่มีทั้ง คะน้าฮ่องกง หอยแมงภูมินิวซีแลนด์ 12 ตัว กุ้งแม่น้ำ 4 ตัว กุ้งแชบ๊วย 4 ตัว ปลาหมึกสดๆ สาดหน้าด้วยเนื้อปูไม่ยั้ง ตบท้ายด้วย กุ้งลอบสเตอร์สีส้มสดตัวเป้ง

ฮอตฮิตขนาดนี้ ทำให้คุณแม่ของปุ๊บปั๊บเห็นช่องทาง จึงไปเปิดแป๊ะราดหน้าอีกสาขาอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ซึ่งก็ขายดิบขายดีไม่แพ้กัน

“ก๋วยเตี๋ยวเป็ด” รายได้เด็ด

“ก๋วยเตี๋ยวเป็ด” รายได้เด็ด

อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว มีขายกันมากมายหลายแบบและหลายสูตร ทั้งสูตรโบราณดั้งเดิม และสูตรปรับปรุงดัดแปลงเพื่อสร้างจุดขาย ซึ่ง “ก๋วยเตี๋ยวเป็ด” ก็ยังคงเป็นหนึ่งในก๋วยเตี๋ยวที่ได้รับความนิยมเสมอมา

เจ้าของร้าน “เหลา ก๋วยเตี๋ยวเป็ด” ซึ่งเป็นทายาทสืบต่อรุ่นที่ 2 และปัจจุบันยังเป็นวิทยากรสอนการทำก๋วยเตี๋ยวเป็ดด้วย เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดว่า ร้านนี้เปิดขายมานานกว่า 40 ปีแล้ว “เหลา” คือชื่อของคุณพ่อ เดิมจะตระเวนเข็นรถซาเล้งขายตามที่ต่าง ๆ ในย่านดินแดง พหลโยธิน ด้วยความตั้งใจ บวกกับฝีมือในการปรุง ทำให้มีลูกค้าขาประจำมากมาย ก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่ทำไปขายแม้จะทำเพิ่มก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และหากทำมากไปก็ใส่รถเข็นไปขายไม่ไหว ต่อมาจึงคิดเรื่องการมีร้านประจำ

ในการขาย เตรียมผักกาดหอม ถั่วฝักยาว ต้นหอม ล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ หั่นเตรียมไว้ เวลาจะขายก็ลวกถั่วฝักยาวหั่นใส่ชามที่รองด้วยใบผักกาดหอม ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวใส่ตามลงไป หั่นและใส่เนื้อเป็ด เครื่องใน เลือด ดอกไม้จีนต้ม ก่อนจะราดน้ำซุป เหยาะพริกไทย โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว ต้นหอมหั่น เป็นขั้นตอนสุดท้าย (ถ้าเป็นแบบแห้งลวกเส้นแล้วคลุกด้วยน้ำมันกระเทียมเจียว ปรุงด้วยซีอิ๊วขาว-น้ำตาลนิดหน่อย ใส่ทุกอย่างเหมือนแบบน้ำ ยกเว้นน้ำซุป)

ร้าน “เหลา ก๋วยเตี๋ยวเป็ด” ขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดชามละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท มีทั้งก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น เป็ดพะโล้ ไส้แก้ว และยังมีเมนูอื่น ๆ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น-ลูกชิ้น ก๋วยเตี๋ยวปีก-ข้อ-ขาไก่ตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวขาหมู ปีกข้อขาไก่ตุ๋น ขาหมู คากิ ไส้หมู ฯลฯ ร้านตั้งอยู่ที่ 1019/2 ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ ติดกับตึกยาคูลท์ ข้างธนาคารกสิกรไทย สาขาสนามเป้า ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ร้านเปิดบริการช่วงเวลา 08.00-15.00 น. หยุดวันอาทิตย์

นอกจากขายที่ร้านแล้ว ร้าน “เหลา ก๋วยเตี๋ยวเป็ด” ยังมีบริการส่งถึงบ้านในละแวกใกล้เคียง และสามารถทำเงินได้จากการรับออกร้านในงานเลี้ยงต่าง ๆ รับสั่งทำเป็ดไหว้ในเทศกาลต่าง ๆ อีกทั้ง อ.ธนาชัยหรือเฮียชัยยังเป็นวิทยากรสอนการทำก๋วยเตี๋ยว

ส้มตำเจ๊แดง

ส้มตำ” ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาหารประจำชาติไทยไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน เมื่อไหร่ ก็มักจะเห็นร้านส้มตำเปิดขายอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นอาหารที่กินกันได้บ่อยๆ ไม่มีเบื่อ จะพาไปลองชิมกันในวันนี้ ก็เป็นร้านส้มตำชื่อดังในแถบสามย่าน เรียกว่าใครไปใครมาก็ต้องแวะมากินกัน กับร้านที่มีชื่อว่า “ส้มตำเจ๊แดง

จากแรกเริ่มที่เป็นรถเข็นขายส้มตำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 ก็ปรับปรุงขยับขยายจนมาเปิดในร้านได้ 5-6 ปีแล้ว คุณสมปอง ขันแก้ว เจ้าของร้านเป็นคนมหาสารคาม อาหารในร้านจึงเป็นอาหารอีสานที่นำมาปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นของคนเมือง ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดี ประกอบกับรสชาติที่ปรุงออกมาได้ถูกใจ จึงทำให้ลูกค้าแวะเวียนกันมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะช่วงพักเที่ยงนั้นถึงกับต้องยืนรอกันเลยทีเดียว

ของอร่อยที่เห็นหลายๆ โต๊ะสั่งมากินกันก็อย่างเช่น ส้มตำไข่เค็ม (40 บาท) ที่ทางร้านจะเลือกใช้ไข่เค็มอย่างดี มาใส่กับส้มตำไทยรสชาติจัดจ้าน แถมด้วยถั่วลิสงที่ตะลงมาพร้อมกันนั้นก็เพิ่มความมันเคี้ยวอร่อยมากขึ้นไปอีก ส้มตำจานนี้ทั้งเปรี้ยวหวานมันเค็มเผ็ดครบรส ถูกใจคนชอบส้มตำเสียจริงๆ เมนูถัดไปก็ต้องเป็น คอหมูย่าง (50 บาท) ที่จะใช้เนื้อหมูส่วนคอมาหมักกับซอสปรุงรส ข้าวคั่ว พริกป่น และงาขาว พอหมักได้ที่แล้วก็จะนำไปย่างด้วยเตาถ่านส่งกลิ่นหอมฉุย เวลาเสิร์ฟจะหั่นมาให้เป็นชิ้นพอดีคำ กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วใส่ข้าวคั่วรสชาติหวานๆ เค็มๆ เผ็ดๆ ชิมคอหมูย่างแล้วเนื้อนุ่มหอมงา ได้รสชาติเครื่องหมักต่างๆ เข้าเนื้อ หรือจะสั่งข้าวเหนียวมากินคู่กันเพิ่มความอิ่มก็เข้ากันดี

บะหมี่จอมพลัง

บะหมี่จอมพลัง

เริ่มต้นความเป็นมาว่า กิจการนี้ มีสองหุ้นส่วนสำคัญ คือตัวเธอและแฟนหนุ่ม คือ คุณกัณ-กัณฐัศว์ พงษ์ไพบูลย์เวชย์ อายุ 23 ปี ระหว่างที่คบหากันได้ 1 ปี อยากมีกิจการของตัวเอง จึงชวนกันไปเดินเล่นแถวตลาดนัดจตุจักร ช่วงนั้นเองมีรุ่นพี่คนหนึ่ง มาเสนอแผงให้ทดลองทำค้าขาย เลยตกลงและตัดสินใจ ทำ “เปาะเปี๊ยะทอด” ออกขายในสัปดาห์ถัดมา

“ไม่มีฝีมือทำอาหารมาก่อน อาศัยเป็นคนชอบทำ ชอบทาน และชอบดูรายการโทรทัศน์ญี่ปุ่น ที่มักมีการทานอาหารจานโตๆ เปาะเปี๊ยะทอด ที่ทำขายตอนนั้น จึงมีขนาดใหญ่กว่าที่ขายกันทั่วไป” คุณแนน ย้อนให้ฟัง ขายอยู่ได้ 3 เดือนเศษ เห็นท่าไปไม่ไหว เพราะยอดตก แถมเจ้าของที่กำลังจะขึ้นราคาค่าเช่าอีก เลยบอกเลิกเช่าแผง แต่ต้องมานั่ง “กุมขมับ” กันทั้ง 2 คน เพราะเงินที่นำมาลงทุนนั้น ขอยืมทางบ้านมาถึง 15,000 บาท

คุณแนน เล่าถึงจุดเริ่มสำคัญเมื่อราว 1 ปีที่ผ่านมา ร้านบะหมี่ของสองหนุ่มสาว ตั้งต้นด้วย โต๊ะไม้ 4 ตัว เก้าอี้ซักผ้าที่บ้าน 2-3 ตัว เสื่อ 2 ผืน ยังไม่มีชื่อร้าน ปรากฏสัปดาห์แรกยอดขายไม่หวือหวา เลยต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ และระหว่างวันธรรมดาที่ยังไม่ได้เปิดร้าน จึงช่วยกันคิด แบรนด์ของตัวเอง กระทั่งคุณกัณปิ๊งคำว่า “บะหมี่จอมพลัง” เพราะทั้งสองหุ้นส่วนชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

บะหมี่ของเรามีแนวคิดให้เยอะมาตั้งแต่แรก เพราะอยากให้ลูกค้าได้ทานของอร่อยและปริมาณสมราคา พอมาตั้งชื่อเป็นบะหมี่จอมพลัง มีเครื่องเคียงมากขึ้น จึงตั้งราคาขาย ชามละ 50 บาท 100 บาท และเมนู โคตรพิเศษ ชามละ 200 บาท” หลังจาก “โคตรพิเศษแบบใหม่” ออกมา ปรากฏลูกค้าให้ความสนใจกันมาก เข้ามาอุดหนุนแล้วไม่ลืมถ่ายภาพก่อน “อัพเฟซ” กันยกใหญ่ ต่อมาไม่นานมีรายการโทรทัศน์หลายแห่งมาติดต่อขอถ่ายทำ ปรากฏการณ์ “เฉี่ยวนรก” คนแห่ซื้อแฟรนไชส์

“ก๋วยเตี๋ยวเดินดง” สะดุดหู

“ก๋วยเตี๋ยวเดินดง” สะดุดหู

“การมีร้านอยู่ในทำเลทั่วไป ซึ่งไม่มีจำนวนลูกค้าที่แน่นอน อาหารจะต้องมีความแปลกทั้งรูปแบบและรสชาติ”คุณละเอียด เผยถึงแนวคิดตั้งต้น ก่อนเล่าต่อ วิธีการ “ครีเอท” ก๋วยเตี๋ยวสูตรใหม่ในแบบของเธอนั้น เริ่มจากการ “ตั้งชื่อ” ก่อนเป็นอันดับต้น ซึ่งคำว่า “เดินดง” นั้น มาจากความชื่นชอบในการเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพร ส่วนหน้าตาและรสชาตินั้นตามมาทีหลัง

“พอตั้งชื่อได้แล้ว ค่อยมาจินตนาการว่าหน้าตาของก๋วยเตี๋ยวมันน่าจะประมาณนี้ รสชาติแบบนี้ และที่สำคัญต้องไม่ใส่ผงชูรส”คุณละเอียด บอกอย่างนั้น นึกสงสัยก๋วยเตี๋ยวจากจินตนาการที่ไร้ต้นแบบนี้ มีการทดลองทำ ทดลองทาน ก่อนขายมากน้อยแค่ไหน เจ้าของเรื่องราว ส่ายหน้าทันควัน หัวเราะร่วน ก่อนบอก “ไม่มีการลองก่อน คิดออกมาแล้ว ทำขายเลย เพราะมั่นใจว่าขายได้แน่”

ถามถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย คุณละเอียด บอก เริ่มต้นตั้งใจขายให้คนในอำเภอเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง แต่พอทำไปได้ระยะหนึ่ง ปรากฎมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่เดินทางมาจากจังหวัดไกลๆ มากกว่าคนในท้องถิ่น เลยสอบถามว่ารู้จักร้านได้อย่างไร ได้คำตอบ มีลูกค้าที่เคยมาทานแนะนำต่อกันผ่านทางเว็บไซต์ และปากต่อปาก ขายสูตรแสนห้า ให้จังหวัดละร้าน

“หากคิดจะค้าขายอะไรต้องสนใจและใส่ใจถึงจะรุ่งเรืองก้าวหน้า ถ้าไม่สนใจใส่ใจ คุณก็เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดาอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ขึ้นมาอยู่แถวหน้ากับเขาหรอก”

ข้อมูลจำเพาะ

  • กิจการ : ร้านก๋วยเตี๋ยว
  • ลักษณะกิจการ : เจ้าของคนเดียว
  • ชื่อกิจการ : ก๋วยเตี๋ยวเดินดง
  • เจ้าของกิจการ : คุณละเอียด วิวัฒน์ไฟฟ้า
  • เงินลงทุน : หลักแสนบาท
  • สินค้าเด่น : ก๋วยเตี๋ยวเดินดง(หมู-เนื้อ-ปลา-เป็ด) เย็นตาโฟเครื่องสด ขาไก่ตุ๋นลำไย
  • ราคาขาย : 30-45-80 บาท

แฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยว “ยกพลขึ้นบก”

แฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยว “ยกพลขึ้นบก”

ก๋วยเตี๋ยวเรือที่ชื่อ “ยกพลขึ้นบก” ท้าทายด้วยรสชาติที่เขาเชื่อมั่นเลยว่า อร่อยตรงตามคอนเซ็ปต์ก๋วยเตี๋ยวเรืออย่างแท้จริง นั่นคือ น้อย รสจัดจ้าน และ ไม่ต้องปรุงอีก เรียกว่า แซ่บ ถูกใจ ใช่เลย ความแซ่บนี้ “คุณพงษ์ อ้วนด้วง” ได้รับสูตรเด็ดมาจากคุณยายขายก๋วยเตี๋ยวเรือสูตรโบราณที่เขาชอบเป็นพิเศษ จึงได้เพียรพยายามขอสูตรครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก คุณพงษ์ก็ได้สูตรมาสมใจ และนำมาปรับแต่งให้ลงตัวอีกเล็กน้อย “ยกพลขึ้นบก” จึงจัดจ้านถูกใจคอก๋วยเตี๋ยวเรือยิ่งนัก ไม่ว่าเนื้อหรือหมู แห้งหรือน้ำ เส้นเล็ก เส้นหมี่ บะหมี่ มาม่า วุ้นเส้น หรือเกาหลา รสชาติล้วนลงตัวทั้งสิ้น

“เราก็เชื่อว่า ก๋วยเรือของเราไม่แพ้ใคร จึงอยากจะให้คนอื่นได้มีอาชีพและมีรายได้เช่นกันคนไทยด้วยกันต้องช่วยกัน” ถ้าบอกคนชอบแนวสุกๆ ดิบๆ จะสั่งก๋วยเตี๋ยวตระกูล “หมก” ย่อมได้ จะหมกหมู หมกเนื้อ หมกตับ อร่อยทั้งหมด ด้วยการใช้หมู (ดิบ) เนื้อ (ดิบ) หรือตับ (ดิบ) หั่นชิ้นพอคำ โปะด้วยเส้นที่ลวกแล้ว ราดด้วยน้ำซุปร้อนๆ เส้นสุกกำลังดี กับเนื้อสุกๆ ดิบๆ หวานๆ อร่อยอย่าบอกใคร

ต้นเหตุความอร่อยนี้อยู่ที่น้ำซุปหอมหวาน รสเข้ม กลมกล่อม จากการนำกระดูกมาเคี่ยวกับเครื่องเทศจีนและสมุนไพร 16 ชนิดจนน้ำกระดูกออก ได้น้ำซุปที่อร่อยถูกใจหอมเข้มข้น โดยมีการแยกหม้อน้ำซุปเนื้อกับหมูออกจากกันด้วย เพราะอร่อยระดับนี้จึงไม่แปลกใจที่ “ยกพลขึ้นบก” จะได้รับความนิยมจนมีผู้คนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ โดยทางยกพลฯ จะส่ง “หัวใจ” ของความอร่อยไปให้

 

ชานม“คิโมจิ”

ชานมเองก็เป็นทางเลือกในการดับกระหายที่ได้รับความนิยมจากคนไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่ง “คิโมจิ” เองก็จัดว่าเป็นแบรนด์ชานมน้องใหม่ซึ่งกำลังฮิตติดตลาดอยู่ในตอนนี้ “คิโมจิ” เกิดขึ้นจากความร่วมมือของดวงกมล เตชะไพบูลย์ และชิดชนก เกียรติมณีศรี สองพี่น้อง ร่วมกับอีกหนึ่งหนุ่มคือ ณัฐเสฐ องค์อุดมทรัพย์ ซึ่งเป็นเพื่อนของทั้งคู่ โดยชิดชนกเริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่า

เป็นเพราะตัวเองเป็นคนชอบดื่มชานมสไตล์ไต้หวันอยู่แล้วเป็นทุนเดิม วันหนึ่งจึงลองผสมชาเพื่อทานเองที่บ้าน เมื่อรสชาติเข้าที่จึงลองให้ดวงกมลซึ่งเป็นพี่สาวลองทาน ซึ่งก็บอกว่าชานมที่เธอทำนั้นรสชาติดีมาก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนๆ จึงเริ่มต้นความคิดที่จะทำธุรกิจชานมอย่างจริงจัง โดยดวงกมลเสริมว่า

คิโมจิ” ให้เป็นชานมสไตล์ไต้หวันบรรจุขวดพร้อมดื่ม ให้ลูกค้าสามารถเอากลับไปทานที่บ้านได้ พอเกิดไอเดียปุ๊บ ก็เลยลองไปสำรวจดูตามร้านสะดวกซื้อหลายๆ ที่ดู และก็พบว่า ชานมบรรจุขวดนั้นมีวางขายอยู่บ้าง แต่แบรนด์อื่นนั้นจะเป็นชานมสไตล์อังกฤษซึ่งแตกต่างจากของเรา”

เมื่อคิดจะเริ่มต้นธุรกิจชานมอย่างจริงจัง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ทั้ง 3 คนจึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลวัตถุดิบ ติดต่อโรงงานผลิต หาช่องทางขาย และสำรวจตลาดโดยแบ่งหน้าที่การทำงานกันอย่างชัดเจนตามความถนัดของแต่ละคนอย่างเป็นระบบ ดวงกมลบอกว่าชานม “คิโมจิ” นั้นได้เลือกคัดสรรใบชาที่มีคุณภาพนำเข้าจากไต้หวันซึ่งมีเอกลักษณ์ในเรื่องของกลิ่น นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มบางแห่งมาติดต่อเพื่อรับเอาสินค้าไปวางขายอีกด้วย ส่วนดวงกมลเสริมว่า ในปัจจุบันนั้น ชานม “คิโมจิ”

เค้กป๊อบ

เค้กป๊อบ’ เป็นของขวัญต้อนรับเทศกาลแห่งความรักกันไหม…จากความโดดเด่นของเค้กก้อนกลม ปั้นเป็นรูปร่างต่างๆ ตามต้องการ สร้างความแปลกใหม่แก่วงการเค้กอยู่ไม่น้อย กับ “Pop me Up” เค้กป๊อบชิ้นพอดี รับประกันความน่ารักจนไม่กล้ารับประทาน เมื่อกลุ่มเด็กสาวรุ่นใหม่ไฟแรง คิดจะทำธุรกิจเกี่ยวกับเบเกอรี่ ในฐานะน้องใหม่แห่งวงการ จำเป็นต้อง ‘ต่าง’ สรรหารูปแบบแปลกใหม่เพิ่มช่องการตลาด ด้วย “เค้กป๊อบ”

ความน่ารักของเค้กก้อนกลม พอดีคำ ทำให้เด็กสาวที่รักในการทำเค้กหลงรัก หลังความนิยมในต่างประเทศมีมาได้ระยะหนึ่ง จึงคิดว่าหากได้มีโอกาสทำตลาดในไทยบ้าง น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้ผู้ที่ชื่นชอบมรับประทานเค้กได้ลิ้มลอง จึงรวบรวมเพื่อนที่ขณะนั้นว่างจากงานประจำมาเริ่มต้นธุรกิจด้วยกัน อาศัยความชำนาญแต่ละคนรังสรรค์เค้กป๊อบ

“ธุรกิจเค้กป๊อบเป็นการขายไอเดีย และดีไซน์ที่โดดเด่น ทำให้ยากต่อการลอกเลียนแบบ ซึ่งแตกต่างจากการทำเค้กทั่วไปที่คู่แข่งเยอะ ซึ่งป๊อบเค้กของเราจะลดหวานน้ำตาลที่ตัวแป้งเค้กลง ปัจจุบันมีให้เลือก 3 รสชาติ คือ วนิลา ช็อกโกแลต กาแฟ ซึ่งอาศัยความหวานของไวท์ช็อคโกแลต และดาร์คช็อตโกแลต ที่เคลือบลงบนเค้กแทน

ส่วนแผนธุรกิจทางทีมงานคิดอยากจะหาหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้า แต่อยู่ในขั้นตอนการจัดสรรสินค้าว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าดูง่ายขึ้น และออกแบบสินค้าให้โดนใจคนทั่วไป เพราะหากนำเซทเค้กป๊อบที่มีอยู่ในปัจจุบันไปเปิดขายหน้าร้านอาจยังไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้าก็เป็นได้ รวมถึงการเก็บรักษาค่อนข้างยุ่งยากต้องอยู่ในที่เย็นตลอด จึงต้องบริหารจัดการหน้าร้านเป็นอย่างดี

ไอศกรีมเจลลาโต้

ไอศกรีมเจลลาโต้

เจ้าของ Iberry เผยว่า Iberry เปิดมาได้ประมาณ 15 ปีแล้ว โดยมีจุดเริ่มจากตอนนั้นเธอไปเที่ยวเมืองนอก ก็ได้ไปเห็นร้านขายไอศกรีมเจลลาโต้ของที่นั่น จึงเกิดเป็นไอเดียว่าน่าจะเอาร้านไอศกรีมแบบนั้นมาทำที่เมืองไทยบ้าง เพราะเมื่อ 15 ปีก่อนนั้น ไอศกรีมแนวนี้ยังมีน้อยมาก กอปรกับไอศกรีมพรีเมี่ยมที่ผลิตจากผลไม้ไทยจริงๆ นั้นยังไม่มี ช่องว่างทางตลาดนี้เองที่กลายเป็นที่มาของ Iberry

ล่าสุด Iberry เปิดตัวเมนูใหม่ “Mango Oreo Summer Breeze” เมนูเด็ด เฉพาะฤดูร้อนนี้เท่านั้น จุดเด่นของ Iberry คือไอศกรีมของไทยที่โชว์ความเป็นผลไม้ไทย ส่วนรสชาติของไอศกรีมผลไม้แต่ละตัวมีความโดดเด่นที่รสไหนเป็นรสนั้น เช่น ไอศกรีมน้อยหน่า หากว่าได้ทานเข้าไปแล้วจะรับรู้ได้ทันทีว่า นี่คือน้อยหน่า ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในกระบวนการผลิต Iberry เน้นคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี ใช้เป็นส่วนประกอบชนิดจัดเต็มจนคนทานสัมผัสได้ถึงรสชาติ

อนาคตจะมีไอศกรีมดอกไม้ไทยๆไหม? นั้น ทางเจ้าของร้านบอกว่า “มีความเป็นไปได้ค่ะ เพราะตอนนี้ก็เริ่มนำอัญชันเข้ามาเป็นวัตถุดิบ โดยล่าสุดได้นำมาทำเป็นเครื่องดื่มก่อน ชื่อเมนูว่า น้ำอัญชันเจลลี่ ส่วนไอศกรีม คาดว่าจะได้ชิมกันในเร็วๆ นี้”

ปัจจุบัน Iberry ขยายไปแล้วถึง 15 สาขา ได้แก่ สาขาสยามสแควร์, Siam Paragon, Central World, J avenue, Market Place สาขาทองหล่อ,ห้าง Esplanade รัชดา, Future Park, La Villa อารีย์, ปิยะรมย์ เพลส สุขุมวิท 101, เมเจอร์ รัชโยธิน, เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต,ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 17 เชียงใหม่ (เป็นสาขาแรก-สาขาเดียวที่เป็นแฟรนไชส์)